นักดนตรีข้างถนน
ศักดิ์สิริ มีสมสืบ
ค่ำวันหนึ่งที่สถานีรถไฟสามเสน ระหว่างช่วงเวลารอรถไฟสายเหนือ เพื่อเดินทางกลับบ้าน ผมได้ผ่อนคลายอารมณ์ที่เคร่งเครียดมาทั้งวัน ด้วยมีเสียงเพลงของ "นักดนตรีข้างถนน" สองหนุ่มยืนเล่นดนตรี "เปิดหมวก" ล่องลอยมาพร้อมเสียงรถไฟเข้า-ออกสถานี
เมื่อถึงช่วงปลอดรถ เสียงเพลงของพวกเขาก็ดังสะกดใจผู้คนให้ตั้งใจฟัง บางคนขยับเข้าใกล้ หลายคนเดินเข้าไปจนชิดรวมตัวกันเป็นวงกลมเล็กๆ ผมเองนั่งอยู่ที่เก้าอี้มีพนักพิง หันหลังให้พวกเขา เสียงไวโอลินพลิ้วไหวเล่นทำนองเพลงพื้นบ้านประคองด้วยกีตาร์โปร่งของเพื่อน ซึ่งเป่าหีบเพลงปากคลอไปด้วย ทำให้ผมอดใจไม่ไหว ต้องล้วงขลุ่ยจากย่ามเป่าคลอไป
เขาทั้งสองลิงโลดใจมาก หันมองมาพร้อมผงึกหน้าให้เมื่อจบเพลง เขาร้องเชิญผมให้เข้าไปร่วมวงบรรเลง ผมรู้สึกยินดีแต่รถไฟของผมเข้าเทียบชานชาลาแล้ว
ชายหนุ่มทั้งสอง ฝีไม้ลายมือไม่เลว เพียงแต่เขายังไม่มีเสียงเพลงของเขา เขายังร้องเพลงของคนอื่น โดยพยายามเลียนเสียงของคนอื่น สักวันเขาคงมีเพลงของตนเอง
ผมรู้สึกยินดีปรีดา และปราโมทย์เสมอ เมื่อได้พบได้เห็นได้ดูได้ฟัง "ดนตรีข้างถนน" โสตประสาทของผมแยกได้ แม้ว่าเสียงเพลงนั้นจะบรรเลงด้วยมือของขอทานพิการตาบอด
ผมเคยฟัง "เพลงพิณ" ฝีมือระดับ "ดุริยเทพ" ในร่างขอทาน มือซอระดับเซียนในร่างชายชราซอมซ่อ นั่งบรรเลงอยู่ข้างแผงผักในตลาดสด ผมสัมผัสได้ถึงความเป็นศิลปิน โดยเนื้อแท้ ชายชรามือซอของผมดูไม่สนใจไยดีกับเสียงเหรียญที่หล่นกระทบก้นขัน ยังคงแน่วแน่ดิ่งลึกดื่มด่ำในภวังค์
ทุกวันนี้ผู้คนต่าง "เสียหู" ให้กับเพลงตามกระแสอันเชี่ยวกราก จนไม่มีใคร "หูว่าง" พอที่จะสำเหนียกถึงเสียงดนตรีข้างถนน บ้างกระทั่งไม่มีเวลาฟังเสียงนกร้อง เสียงธารน้ำไหล เสียงลมแผ่วผ่านใบไม้ เสียงเด็กๆ หัวร่อระเริง เสียงทารกร้องไห้ เสียงระฆังกังสดาล กระทั่งอาจหลงลืมเสียงลมหายใจของตนเอง
ที่มา หนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก